ปัญหาข้อเข่าเสื่อมถือเป็นโรคกระดูกและข้อที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันเริ่มพบในวัยทำงานมากขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การเสื่อมของข้อเข่าไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ สะสมและทำให้เกิดอาการปวดตึง ข้อฝืด และเคลื่อนไหวลำบาก หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ บทความนี้จะพามารู้จักกับโรคข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่สาเหตุ อาการข้อเข่าเสื่อม การรักษา ไปจนถึงการดูแลหลังการผ่าตัดเข่าเสื่อม เพื่อให้ผู้ที่ป่วยโรคเข่าเสื่อมรับมือกับโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างใกล้เคียงปกติมากที่สุด
ข้อเข่าเสื่อม คือโรคอะไร?

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือโรคที่เกิดจากภาวะความเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่า ทำให้ผิวข้อที่เคยเรียบลื่น สูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดการเสียดสีกันโดยตรงระหว่างกระดูก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดตึง ข้อฝืด และการเคลื่อนไหวลดลง
สาเหตุของกระดูกข้อเสื่อมหลัก ๆ แล้วมักมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเกิน การใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก เช่น การยกของหนัก การนั่งยอง ๆ หรืออุบัติเหตุที่ทำให้ข้อเข่าอักเสบและบาดเจ็บ นอกจากนี้ พันธุกรรมและเพศหญิงก็ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้พบโรคนี้ได้บ่อยขึ้น โดยทั่วไปแล้วข้อเข่าเสื่อมมักพบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถเกิดได้ในวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือได้รับการบาดเจ็บมาก่อนหน้าเช่นกัน
อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างไร?
ข้อเข่าเสื่อม อาการของโรคมักเกิดขึ้นทีละน้อยและค่อย ๆ รุนแรงขึ้น ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตอาการเข่าเสื่อมตั้งแต่ระยะแรก หากปล่อยไว้อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงของโรคนี้ มีดังนี้
- ปวดหัวเข่า โดยเฉพาะเวลาขึ้น-ลงบันได นั่งยอง ๆ หรือนั่งพับเพียบ อาการปวดจะลดลงหลังจากพัก แต่ถ้าเป็นติดต่อกันเกิน 6 เดือนถือว่าเสี่ยงสูง
- มีเสียงกรอบแกรบในข้อเข่า เวลาขยับหรือเดิน สาเหตุจากกระดูกอ่อนสึกและเกิดการเสียดสีกัน
- ข้อเข่าฝืดหรือติดแข็ง มักเป็นตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือเวลานั่งนาน ๆ แล้วลุกขึ้น เคลื่อนไหวได้ไม่สุด
- อาการเสียวหัวเข่า โดยเฉพาะเวลายืน เดิน หรือออกแรง ทำให้รู้สึกไม่มั่นคง
- เข่าบวม ร้อน กดเจ็บ เกิดจากน้ำในข้อเข่าเพิ่มขึ้นหรือมีการอักเสบ ทำให้รู้สึกตึงและเจ็บมากขึ้นเมื่อสัมผัส
- ข้อเข่าผิดรูปหรือโก่งงอ ทำให้การเดินลำบาก ต้นขาลีบ ข้อเข่าดูผิดปกติ และมักมีอาการปวดร่วมด้วย
ข้อเข่าเสื่อมมีวิธีการรักษาแบบไหนบ้าง?

โรคข้อเข่าเสื่อมมีวิธีรักษาอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วย ซึ่งแต่ละวิธีมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวด ฟื้นฟูสมรรถภาพข้อเข่า และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติที่สุด โดยแนวทางรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมมีดังต่อไปนี้
- การรักษาที่ไม่ใช้ยา (Non-Pharmacological Therapy) : จะเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต เช่น ลดน้ำหนักเพื่อช่วยลดแรงกดที่ข้อเข่า ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างการเดินหรือว่ายน้ำเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อ รวมถึงการใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธีเพื่อลดการเสื่อมในระยะยาว วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีอาการหรือยังไม่รุนแรงมาก
- การใช้ยา (Pharmacological Therapy) : คือวิธีการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ เช่น ยากลุ่มแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาช่วยปรับโครงสร้างของข้อ ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาฉีดยาเข้าข้อเพื่อบรรเทาอาการโดยตรง ซึ่งการใช้ยาทุกชนิดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
- กายภาพบำบัด (Physical Therapy) : เป็นการฟื้นฟูและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า โดยใช้วิธีต่าง ๆ เช่น อัลตราซาวด์ เลเซอร์ หรือการใช้เครื่องพยุงข้ออย่างผ้ารัดเข่า เฝือกอ่อน เพื่อช่วยลดแรงกระแทก ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้อุปกรณ์พยุงนานเกินไป เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรงลงได้
- การรักษาโดยการผ่าตัด (Surgical Treatment) : เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น วิธีผ่าตัดเข่ามีทั้งการผ่าตัดเชื่อมข้อ (Arthrodesis) การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Arthroplasty) และการตัดกระดูกปรับแนว (Osteotomy) แต่ละวิธีเหมาะสมกับผู้ป่วยแตกต่างกัน แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และผลการตรวจเอกซเรย์หรือ MRI ร่วมด้วย เพื่อเลือกแนวทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุด
หลังผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมมีวิธีการดูแลข้อเข่าเทียมอย่างไร?
แม้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมกลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น แต่การดูแลหลังผ่าตัดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยควรปรับพฤติกรรมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัดอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- หลีกเลี่ยงท่าทางที่เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่า เช่น การนั่งพับเพียบ, คุกเข่า, ขัดสมาธิ, นั่งยอง ๆ, นั่งไขว่ห้าง หรือบิดหมุนเข่าโดยตรง รวมถึงการยกหรือแบกของหนักเกินไป เพราะอาจทำให้ข้อเข่าเทียมสึกหรอเร็วขึ้น
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม หากน้ำหนักเกินจะเพิ่มแรงกดและแรงกระแทกต่อข้อเข่าเทียม ทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- จัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย ควรจัดบ้านให้โล่ง สว่าง ไม่มีสิ่งกีดขวาง ป้องกันการสะดุดล้ม ส่วนห้องน้ำควรมีราวจับและพื้นกันลื่น และควรใช้ส้วมแบบชักโครก
- หลีกเลี่ยงการใช้หมอนรองใต้เข่านาน ๆ ขณะนอน เพราะอาจทำให้ข้อเข่างอค้างหรือการไหลเวียนเลือดไม่สะดวก ส่งผลให้ข้อเข่าตึงและเคลื่อนไหวลำบากในระยะยาว
- ออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด เช่น การฝึกยืดเหยียดและเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ข้อเข่าเทียม
ข้อเข่าเสื่อม ปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรละเลย
ข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงวัยและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่ามาก่อน การเสื่อมของข้อเข่าไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ เกิดขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจทำให้อาการรุนแรงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด ดังนั้นจึงควรใส่ใจสุขภาพข้อเข่าด้วยการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งจะช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้ ทั้งนี้ หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
