เส้นฟอกไต

เส้นฟอกไตที่แขนเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการฟอกเลือดอย่างต่อเนื่อง การสร้างเส้นฟอกไตนี้ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อเครื่องฟอกเลือดกับหลอดเลือดของผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นฟอกไตที่แขน ตั้งแต่ประเภท ประโยชน์ ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงการดูแลรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเตรียมตัวและดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว



เส้นฟอกไตคืออะไร?

เส้นฟอกไต คือช่องทางที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างร่างกายของผู้ป่วยกับเครื่องฟอกไต เพื่อให้สามารถกำจัดของเสีย น้ำส่วนเกิน และสารพิษออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการฟอกเลือดเป็นประจำ 

เส้นฟอกไตมีอยู่หลายประเภท โดยในกรณีที่ต้องใช้งานชั่วคราวหรือต้องการเริ่มฟอกเลือดอย่างเร่งด่วน จะนิยมใช้สายที่เรียกว่า Permcath คือสายสวนชนิดพิเศษที่ใส่เข้าทางหลอดเลือดใหญ่ ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยต้องฟอกไตระยะยาว จะมีการสร้างเส้นฟอกไตที่แขนซึ่งเรียกว่า “เส้นเอวีฟิสตูลา (AV Fistula)” หรือ “เส้นเอวีกราฟ (AV Graft)” ขึ้นมาเพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ


เส้นฟอกไตมีประเภทใดบ้าง?

เส้นฟอกไต ประเภท

เส้นฟอกไตเป็นส่วนสำคัญในการฟอกเลือดของผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย โดยการเลือกประเภทของเส้นฟอกไตจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วย ระยะเวลาในการฟอกเลือด และความเหมาะสมทางการแพทย์ โดยทั่วไปเส้นฟอกไตมีกี่แบบ? คำตอบคือมีหลักๆ 3 แบบ ได้แก่ AV Fistula (AVF), AV Graft (AVG) และ Permcath ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดที่ต่างกันดังนี้

AV Fistula (AVF) – เส้นฟอกไตที่แขนแบบธรรมชาติ

AVF (Arteriovenous Fistula) คือการผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดดำที่แขนโดยตรง ทำให้เกิดหลอดเลือดที่แข็งแรงและสามารถใช้งานสำหรับฟอกไตได้ในระยะยาว

ข้อดี

  • อายุการใช้งานยาวนานที่สุด
  • ความเสี่ยงในการติดเชื้อน้อย
  • อัตราการเกิดลิ่มเลือดต่ำ

ข้อจำกัด

  • ต้องรอเวลา 4–8 สัปดาห์ให้หลอดเลือดเจริญเติบโตก่อนใช้งาน
  • ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีหลอดเลือดอ่อนแอหรือเล็กมาก

AV Graft (AVG) – เส้นฟอกไตแบบใส่ท่อเทียม

AV Graft คือ การผ่าตัดเชื่อมต่อหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดดำโดยใช้ท่อสังเคราะห์ ซึ่งสามารถใช้ได้ในผู้ที่หลอดเลือดไม่เหมาะสำหรับการทำ AVF

ข้อดี

  • ใช้งานได้เร็วกว่า AVF (ภายใน 2–3 สัปดาห์)
  • ใช้ได้แม้ในผู้ที่มีหลอดเลือดไม่แข็งแรง

ข้อจำกัด

  • อายุการใช้งานสั้นกว่า AVF
  • ความเสี่ยงในการติดเชื้อและเกิดลิ่มเลือดสูงกว่า

Permcath – สายฟอกไตแบบระยะยาว

Permcath คือ สายสวนหลอดเลือดระยะยาว (Permanent catheter) ที่ใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกเลือด โดยเป็นการใส่สายขนาดใหญ่เข้าไปในหลอดเลือดดำใหญ่ เช่น บริเวณคอหรือหน้าอก เพื่อให้สามารถนำเลือดปริมาณมากเข้าเครื่องฟอกเลือดหรือเครื่องไตเทียมได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดี

  • ใช้งานได้ทันทีหลังใส่
  • ไม่ต้องรอให้หลอดเลือดพัฒนาเหมือนในกรณีของ AVF หรือ AVG

ข้อจำกัด

  • หากใช้เป็นระยะเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดดำใหญ่อุดตัน
  • มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าชนิดอื่น ๆ

เส้นฟอกไตมีประโยชน์อย่างไร?

สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถขับของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้เอง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายสามารถทำงานได้อย่างใกล้เคียงปกติ และหัวใจของการฟอกไตคือ “เส้นฟอกไต” ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการนำเลือดออกจากร่างกายเข้าสู่เครื่องฟอกไต และนำเลือดที่ผ่านการกรองกลับเข้าสู่ร่างกายอย่างปลอดภัย ดังนั้น ประโยชน์ของเส้นฟอกไต ได้แก่

  • ช่วยให้สามารถฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากรองรับการไหลของเลือดในปริมาณมาก
  • ลดความเจ็บปวดจากการเจาะเข็มซ้ำๆ เพราะไม่ต้องเจาะหลอดเลือดใหม่ทุกครั้ง
  • เพิ่มความสะดวกและความต่อเนื่องในการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ต้องฟอกเลือดเป็นประจำ
  • เป็นการเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสามารถเข้ารับการฟอกไตได้ทันทีในกรณีฉุกเฉินหรือในระยะยาว

ขั้นตอนการทำเส้นฟอกไต

ทำเส้นฟอกไต

สำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกเลือดเป็นประจำ การเตรียมความพร้อมด้วยการผ่าตัดเส้นฟอกไตถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การรักษาดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่แพทย์วางแผนให้ผู้ป่วยฟอกไตระยะยาว มักจะแนะนำให้ทําเส้นฟอกไตที่แขน ซึ่งมีความปลอดภัยและทนทานต่อการใช้งานในระยะยาวมากกว่าวิธีชั่วคราว

  1. ประเมินหลอดเลือด
    แพทย์จะตรวจหลอดเลือดที่แขนด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound Mapping) เพื่อดูว่าหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำมีขนาดและสภาพเหมาะสมหรือไม่
  2. วางแผนและให้คำปรึกษา
    แพทย์อธิบายวิธีการทำเส้นฟอกไตที่เหมาะสม (AV Fistula หรือ AV Graft) พร้อมทั้งแจ้งข้อดี ข้อจำกัด และการดูแลหลังผ่าตัด
  3. เข้ารับการผ่าตัดเส้นฟอกไต
    ใช้ยาชาเฉพาะที่ และใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1–2 ชั่วโมง
    • กรณี AV Fistula : เชื่อมหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดดำโดยตรง
    • กรณี AV Graft : ใช้ท่อสังเคราะห์เชื่อมหลอดเลือดแดงกับหลอดเลือดดำ
  4. พักฟื้นและรอให้เส้นแข็งแรง
    ต้องรอประมาณ 4–8 สัปดาห์ (ในกรณี AV Fistula) เพื่อให้เส้นเลือดพัฒนาและสามารถใช้งานได้ ในกรณี AV Graft ใช้งานได้เร็วขึ้นภายใน 2–3 สัปดาห์
  5. ตรวจติดตามก่อนเริ่มฟอกไต
    แพทย์จะตรวจดูว่าการไหลเวียนของเลือดในเส้นฟอกไตดีพอสำหรับการใช้งานหรือไม่ หากพร้อมแล้วจึงเริ่มฟอกเลือดผ่านเส้นที่ทำไว้

หลังทำเส้นฟอกไต ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

หลังจากผ่านการผ่าตัดเส้นฟอกไต การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เส้นฟอกไตแข็งแรง ใช้งานได้นาน และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การอุดตันหรือการติดเชื้อ โดยในช่วงพักฟื้นและหลังจากเริ่มใช้งานแล้ว ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาสภาพเส้นฟอกไตให้ดีที่สุด

  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือใช้งานแขนข้างที่ทำเส้นฟอกไตมากเกินไป
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่น บวมแดง หรือปวดที่ตำแหน่งเส้นฟอกไต
  • หลีกเลี่ยงการวัดความดัน เจาะเลือด หรือฉีดยาที่แขนข้างที่มีเส้นฟอกไต
  • รักษาความสะอาดบริเวณแผลผ่าตัด โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังผ่าตัด
  • ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อติดตามการทำงานของเส้นฟอกไตอย่างสม่ำเสมอ

บทสรุปการทำเส้นฟอกไตเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เส้นฟอกไตเป็นช่องทางสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องรับการฟอกเลือดอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลายประเภท เช่น AV Fistula, AV Graft และ Permcath ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ทั้งนี้การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับสภาพหลอดเลือดของผู้ป่วยและความเร่งด่วนในการรักษา การผ่าตัดเส้นฟอกไตที่แขนถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับการฟอกไตระยะยาว เพราะมีอัตราเสี่ยงต่ำและใช้งานได้นาน อย่างไรก็ตาม การดูแลเส้นฟอกไตหลังผ่าตัดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและยืดอายุการใช้งานของเส้นฟอกไตให้ยาวนานที่สุด

By content