ดนตรีแจ๊ส

ประวัติของดนตรีแจ๊ส ดนตรีที่เปลี่ยนแปลงโลกของเสียงเพลง

ดนตรีเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะช่วยให้เราผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล สร้างความสนุกสนาน กระตุ้นการทำงานของสมอง สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงกับผู้คนจากวัฒนธรรมและประเทศต่าง ๆ ได้ จึงเกิดการพัฒนาดนตรีสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน แบ่งได้เป็นหลายแนว เช่น พื้นเมือง คลาสสิก ป๊อป ร็อก หรือแจ๊ส เป็นต้น

เมื่อดนตรีได้รับความนิยมมากขึ้น ผู้คนที่ชอบเสียงดนตรีจึงมาเล่นดนตรีร่วมกันกำเนิดเป็นวงดนตรีขึ้น ซึ่งวงดนตรีแต่ละวงก็จะมีแนวเพลงที่ไปในทางเดียวกัน เช่น วงดนตรีพื้นเมือง วงดนตรีคลาสสิก วงดนตรีป๊อป วงดนตรีร็อก หรือวงดนตรีแจ๊ส เป็นต้น โดยในบทความนี้จะพามารู้จักแนวดนตรีแจ๊ส ซึ่งกำเนิดขึ้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว และเป็นแนวเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รวมถึงช่วยเปลี่ยนแปลงโลกของเสียงเพลงได้เลยทีเดียว

ดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีแบบไหน

ดนตรีแจ๊ส คือแนวดนตรีที่มีเสียงที่ซับซ้อน การเล่นที่มีความอิสระ และมีความสร้างสรรค์ในขณะเดียวกัน ดนตรีแจ๊สเกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างดนตรีแนวป๊อป, บลูส, และดนตรีประกอบภาพยนตร์ ประวัติดนตรีแจ๊สเกิดขึ้นมานานนับร้อยปี ซึ่งดนตรีแจ๊สจะสร้างสรรค์เป็นแนวดนตรีที่มีเอกลักษณ์และมีความเป็นตัวของตัวเอง มีลักษณะเด่นคือ

  • นักดนตรีแจ๊สมักจะมีความอิสระในการเล่น และนำเสนอเพลงที่ไม่เคยซ้ำกัน
  • แต่งเพลงที่ทันสมัย โดยดนตรีแจ๊สมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ซึ่งทำให้มีสไตล์และเทคนิคการเล่นที่หลากหลาย
  • สร้างเสียงซับซ้อน โดยใช้ความซับซ้อนในการเล่นเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ

โดยนักดนตรีหรือนักร้องที่ทำให้ดนตรีแจ๊สมีชื่อเสียงเกิดขึ้น เช่น Miles Davis, Ella Fitzgerald, Billie Holiday, Sarah Vaughan, Nina Simone, Frank Sinatra, Diana Krall, Norah Jones, Chet Baker, Al Jarreau และ Cassandra Wilson เป็นต้น ซึ่งดนตรีแจ๊สเป็นแนวดนตรีที่มีความหลากหลายและมีความเป็นมิตรสำหรับนำเสนอในฐานะนักดนตรีให้กับผู้ฟัง รวมถึงยังเป็นแนวดนตรีที่มีความสำคัญในการพัฒนาดนตรีทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ประวัติและความเป็นมาของดนตรีแจ๊ส 

ความเป็นมาของดนตรีแจ๊ส

ดนตรีแจ๊ส หมายถึงดนตรีที่เกิดขึ้นในต้นศตวรรษที่ 20 ที่สหรัฐอเมริกา ประวัติดนตรีแจ๊สมีรากฐานทางดนตรีมาจากแนวดนตรีที่เรียกว่า “ราโกไง” (Ragtime), “บลูส” (Blues), และ “ซวิง” (Swing). ดนตรีแจ๊สมีลักษณะเป็นแนวดนตรีที่มีความอิสระในการเล่น, การนำเสนอที่มีความหลากหลาย, และความสามารถในการนำเสนอแบบอิมโพรไวส์ (improvisation) ซึ่งทำให้ดนตรีแจ๊สมีความนิยมสูง

ดนตรีแจ๊สมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ที่คุณควรรู้

ประเภทของดนตรีแจ๊ส

ดนตรีแจ๊สมีหลายประเภทและสไตล์ตามยุคและการพัฒนาของแนวดนตรี ประเภทหลัก ๆ ของดนตรีแจ๊ส ได้แก่

1. Big Band / Swing

“Big Band” หรือ “Swing” คือแนวดนตรีแจ๊สที่มีเครื่องดนตรีมากมาย รวมถึงมีนักร้องหลายคน ซึ่งแสดงอย่างมีประสิทธิภาพและยิ่งใหญ่ มักมีจำนวนนักดนตรีระหว่าง 12 ถึง 25 คน หรือมากกว่านั้น เป็นวงออร์เคสตร้าขนาดย่อม ๆ เป็นเพลงใช้เต้นรำและเป็นเพลงนิยมในหมู่วัยรุ่น อยู่ในช่วงทศวรรษ 1930 ถึงตอนปลายทศวรรษ 1940 

2. New Orleans Jazz / Dixieland Jazz

“New Orleans Jazz” หรือ “Dixieland Jazz” เป็นแนวดนตรีแจ๊สที่เกิดขึ้นและพัฒนาขึ้นในเมือง New Orleans ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของดนตรีแจ๊สในช่วงปลายศตวรรษ 19 ถึงต้นศตวรรษ 20 เกิดจากการที่คนดำในแถบนั้นเอาเครื่องดนตรีในวงมาร์ชแบบคนขาวมาเล่นในแบบที่ต่างออกไป ดนตรีแนวนี้มีลักษณะเป็นธรรมชาติ, สดใส และมีลักษณะการเล่นที่มีความยืดหยุ่นและมีการอิมโพรไวส์ (Improvisation) เป็นเอกลักษณ์

3. Modern Jazz / Avant-Garde Jazz / Free Jazz

“Modern Jazz”, “Avant-Garde Jazz”, และ “Free Jazz” เป็นแนวดนตรีแจ๊สที่พัฒนาทางนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มีบริบทการต่อสู้ทางการเมืองของสิทธิคนดำในช่วงทศวรรษ 1960 ด้วยการผสมผสานและด้นสดกัน โดยทุกคนเลือกใช้โน๊ตได้อย่างเสรี

4. Bebop / Post-Bop

“Bebop” และ “Post-Bop” เป็นแนวดนตรีแจ๊สที่พัฒนานวัตกรรมต่างจากยุค Swing Era และ Dixieland Jazz ด้วยการเน้นการอิมโพรไวส์ที่ซับซ้อนและเทคนิคการเล่นเฉพาะเจาะจง เกิดเป็นวงดนตรีเล็กลง ใช้เครื่องดนตรีไม่เกิน 5-6 ชิ้น ไม่ใช่การใช้นักดนตรีเป็นสิบชีวิตแบบสไตล์สวิง อยู่ในช่วงกลาง ๆ ทศวรรษ 1940

5. Smooth Jazz

“Smooth Jazz” เป็นแนวดนตรีแจ๊สที่เน้นเสียงนุ่มนวล, เรียบง่าย, และมีความผ่อนคลาย แนวดนตรีนี้มักจะมีความเรียบง่ายในเรื่องของโครงสร้างและการนำเสนอ ซึ่งนิยมในกลุ่มผู้ฟังที่ต้องการเพลงเพื่อความผ่อนคลายและการสัมผัสทางดนตรีที่นุ่มนวล อยู่ในช่วงทศวรรษ 1970

6. Fusion Jazz

“Fusion Jazz” เป็นแนวดนตรีที่ผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊สกับสไตล์อื่น ๆ เพื่อสร้างสรรค์แนวดนตรีที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ แนวดนตรีนี้เกิดขึ้นในยุค 1960-1970 โดยใช้เทคนิคการเล่นที่ซับซ้อนและการนำเสนอที่มีความสวยงาม

7. Vocal Jazz

“Vocal Jazz” เป็นแนวดนตรีแจ๊สที่เน้นนำเสนอด้วยเสียงร้อง ซึ่งมีการอิมโพรไวส์และนำเสนอที่มีความซับซ้อนสำหรับแสดง แนวดนตรีนี้เน้นทั้งการเล่นดนตรีและการนำเสนอมีความเป็นเอกลักษณ์ของนักร้อง โดยมักจะเน้นการแสดงความรู้สึกและความเป็นมาของเพลง อยู่ช่วงทศวรรษ 1920

8. Gypsy Jazz

“Gypsy Jazz” เป็นแนวดนตรีแจ๊สที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์และเกิดขึ้นในยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ในช่วงต้นศตวรรษ 20 แนวดนตรีนี้เป็นผลิตภัณฑ์จากการผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊สและแนวทางดนตรีของคนกลุ่มน้อยที่เป็นนักดนตรีเร่อย่างพวกยิปซี มีต้นกำเนิดมาจากนักกีตาร์ชาวยิปซีฝรั่งเศสเชื้อสายเบลเยียมอย่าง Django Reinhardt โดยใช้กีตาร์แบบพิเศษเรียกว่า “Selmer-Maccaferri” ซึ่งออกแบบสำหรับแนวดนตรีนี้โดยเฉพาะ

9. Pop Jazz

“Pop Jazz” เป็นแนวดนตรีที่ผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊สกับสไตล์ดนตรีป๊อป ซึ่งมักจะมีลักษณะเน้นเพลงและทำนองที่นิยมในวงกว้างของผู้ฟัง แนวดนตรีนี้มักจะเน้นเสียงร้องและทำนองเพลงที่ฟังได้ง่ายและสดใส นิยมกันมากในช่วงทศวรรษ 1980 จนถึงปัจจุบัน

10. Bossa Nova

“Bossa Nova” เป็นแนวดนตรีแจ๊สที่เกิดขึ้นในประเทศบราซิลในปี 1950-1960 โดยมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ ด้วยทัศนียภาพธรรมชาติและนำเสนอเรียบง่าย แนวดนตรีนี้มักจะผสมผสานระหว่างดนตรีแจ๊สและสไตล์เพลงท้องถิ่นของบราซิล

สรุป

ดนตรีแจ๊สเป็นแนวดนตรีที่เกิดขึ้นและพัฒนา รวมถึงเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนิยมในสมัยนั้น ๆ ซึ่งช่วยยกระดับวงดนตรีแจ๊สให้ได้รับความนิยมมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Similar Posts